วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จีนทุ่ม16ล้านล้านบาทปฏิรูปเกษตร

สี จิ้นผิงประกาศ ... 2017 ปีแห่งการปฏิรูปภาคเกษตร ครั้งใหญ่ในจีน ! 

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประกาศต่อคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์ว่า เขาจะผลักดันการปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ของจีน ในปี 2017 ที่จะถึงนี้ โดยจะทำให้ภาคเกษตรของจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และ เป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตตัวใหม่ของเศรษฐกิจจีน

 ...ล่าสุด รัฐบาลจีนเตรียมทุ่มเงินประมาณ 450 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 16 ล้านล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตร เพื่อนำมาใช้ปฏิรูปการเกษตรของจีนให้ทันสมัย ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2020

ทั้งนี้ จีนได้ออกแผนปฏิบัติการ ปฏิรูปเกษตรกรรมนำสมัย เริ่มทำตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 - 2020 โดยมีรายละเอียดดังนี้

- เน้นสร้างนวัตกรรมในภาคเกษตร ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตร ปฏิรูปการผลิตตั้งแต่ระดับไร่นา 

- สนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพทางด้านเกษตร ผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริมชาวชนบท เกษตรกร ให้สามารถทำธุรกิจได้ - เน้นเพิ่มคุณภาพผลผลิต ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาคเกษตร ส่งเสริมเครื่องมือแก่ชาวไร่ชาวนา

 - จะต้องมีไร่นาคุณภาพ 53 ล้านเฮกตาร์ หรือ 331 ล้านไร่ ภายในปี ค.ศ. 2020( ๑ เฮกตาร์เท่ากับ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร หรือประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน.) 

- ฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม - การันตีพื้นที่เกษตรกรรมจะต้องไม่หดตัวต่ำกว่า 120 ล้านเฮกตาร์ หรือ 750 ล้านไร่ 

- เพิ่มความระมัดระวังเรื่องการใช้น้ำ โดยเฉพาะต้องรักษาระดับน้ำใต้ดิน 

- ภายในปี ค.ศ. 2020 จะต้องมีป่าไม้ 23% โดยเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมกลับไปเป็นป่าไม้ (เพิ่มประสิทธิภาพแล้วก็ทำแบบนั้นได้)

 ขอบคุณ http://www.1009seo.com

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หาเงินออนไลน์ ด้วยการถ่ายรูป..

ใครชอบถ่ายรูปบ้างค่ะ ยกมือขึ้น?? คาดว่า เพื่อนๆ หลายๆ คนคงยกมือกันเกรียวเลยทีเดียว หลังจากตอนที่แล้ว เปิ้ลได้สอนเกี่ยวกับการหารายได้ผ่านทางการ download file กันไปแล้ว ก็มีผู้อ่านสนใจกันอย่างมากมายทีเดียว เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จริงๆ แล้ว การไปฝากไฟล์ให้คนอื่นเข้ามา download นั้น จะทำให้เราได้เงินด้วย วันนี้ก็เช่นกันค่ะ เปิ้ลจะแนะนำวิธีหาเงินออนไลน์ด้วยถ่ายรูปกันค่ะ
เพื่อนๆ หลายๆ คนที่ชอบหรือรักการถ่ายภาพ คงรู้จัก www.multiply.com เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ไว้สำหรับ share รูปภาพของเรา ให้เพื่อนๆ เข้ามาดู เข้ามา comment กันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่างภาพที่นิยมรับถ่ายภาพในงานรับปริญญา มักจะนำรูปไปไว้ที่ multiply.com เสมอๆ
แต่รู้ไหมค่ะว่า จริงๆ ยังมีอีกหลายเว็บไซต์ในโลก ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถนำภาพถ่ายที่เราถ่ายไปนั้น ไปแปลงเป็นเงินเข้ากระเป๋าของเราได้อีกด้วย อย่างเช่น เว็บไซต์ชื่อดังระดับโลก ที่ช่างภาพเกือบทุกคนรู้จักกันดี คือ www.iStockphoto.com ซึ่งบอกได้เลยว่า istockphoto นี้ ได้รวบรวมเอาช่างฝืมือในการถ่ายรูปมารวมกันไว้ที่เว็บนี้กันเลยทีเดียว โดยที่ istockphoto นี้ทำหน้าที่เป็น Market place ของการจำหน่ายรูปภาพ หรือสื่อ digital แบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการนำภาพหรือสื่อต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น การนำรูปภาพที่ได้ไปลงแผ่นป้ายโฆษณา (billboard) หรือนำไฟล์เสียงที่เราแต่งขึ้นไปประกอบภาพยนตร์โฆษณา หรือละครในบางประเทศ ซึ่งการที่บริษัท agency โฆษณาหรือ ใครก็ตามที่ต้องการใช้รูปภาพเหล่านี้ จะสามารถนำสื่อเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ และไม่ต้องเสียเวลาในการจัดทำขึ้นมาใหม่อีกด้วย
และแน่นอนว่า เป็นข้อดีสำหรับเรา ผู้เป็นช่างภาพ ที่ได้มีโอกาสแสดงฝีมือการถ่ายภาพให้คนทั่วโลกได้เห็น และมีโอกาสซื้อผลงานของเรา หลักๆ เลยคือ ได้แสดงผลงาน ที่สำคัญได้เงินเข้ากระเป๋าอีกด้วย ^__^ นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์ที่ไว้สำหรับขายผลงานของเราได้อีกคือ Getty Images (www.gettyimages.com)
ซึ่งเราจะเรียกเว็บไซต์เหล่านี้ว่าเป็น Stock Photography โดยคุณภาพของรูปที่ขายบน Stock Photography ส่วนใหญ่จะเป็นรูปคุณภาพสูง พร้อมที่จำให้ลูกค้านำไปใช้ในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเว็บ, นิตยสาร, หรือแม้กระทั่งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และแน่นอนว่า ในเมื่อภาพที่ขายมีคุณภาพขนาดนั้น แหล่งฝากขายก็ต้องมีการคัดเลือกโดยทุกที่จะมี Editor เพื่อคัดเลือกรูปที่เราส่งเข้าไป เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพผ่านมาตรฐาน และที่สำคัญเป็นรูปที่มีแนวโน้มขายได้
ลองคิดดูนะคะว่าถ้า Stock Photography เหล่านี้มีรูปทะเลแบบสวยขั้นเทพอยู่แล้วสัก 10 รูป แล้วเราอยากจะส่งรูปภาพทะเลไปอีก ถึงแม้ภาพเราคิดว่ามันดีแล้ว แต่มันไม่มีอะไรดึงดูดใจกว่ารูปที่มีขายอยู่ รูปของเราก็อาจไม่ผ่านการพิจารณาก็ได้ ดังนั้นถ้าอยากให้รูปของเรามีโอกาสผ่านการพิจารณาจากเว็บไซต์เหล่านี้ เราต้องพิจารณาทั้งคุณภาพ รูปแบบ ความหลากหลายที่มีอยู่ แล้วนำมาคิดว่าเราจะนำเสนอผลงานของเรายังไงที่จะทำให้สะดุดตากรรมการ (ผู้ตรวจสอบ) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีคนอีกหลายล้านคนทั่วโลกส่งผลงานเข้าไปเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นรูปภาพเฉพาะ ก็อาจจะมีโอกาสผ่านการพิจารณาได้ง่ายขึ้น เช่น ภาพของวัดโพธิ์ ที่คนไทยสามารถเข้าไปถ่ายรูปและรังสรรค์ผลงานอยู่ได้เรื่อยๆ ทำให้เรามีโอกาสได้รับการพิจารณาได้มากกว่าภาพอื่นๆ จากทั่วโลก เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า การที่ผลงานผ่านยากมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้เราต้องมีการพัฒนาผลงานของเรามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งแน่นอนว่า การขายผลงานของเราที่ชายผ่าน Stock photography เหล่านี้ ทาง stock photography ต้องมีการเก็บค่านายหน้า หรือค่าหัวคิว โดยบางครั้งผลงานที่ขายไป อาจจะไปกลับมาถึงมือแค่ 20% เท่านั้น แต่อย่างไร การขายผลงานผ่านทาง Stock photography ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้มีโอกาสนำผลงานขึ้นไปแสดงให้ชาวโลกได้เห็น
โดยราคาขายของ Stock photography นั้น จะมีการแบ่งออกตามแต่ละรูปแบบของลูกค้าที่จะนำไปใช้งาน น การนำภาพไปประกอบเว็บไซต์ หรือนำภาพไปประกอบโปรเตอร์ ซึ่งราคาขายนั้น บางภาพอาจสูงขึ้น 100,000 บาท กันเลยทีเดียว เห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว เราไปเริ่มต้นฝากผลงานของเรากันเลยดีกว่า
เริ่มต้นจาก Getty Images (http://www.gettyimages.com) ซึ่งเราสามารถจะเสนอภาพเพื่อนำไปขายบนเว็บนี้ได้ทาง http://contributors.gettyimages.com โดยในขั้นแรกหลังจากทำการ register แล้ว ก็จะมี quiz สั้นๆเพื่อทดสอบดูว่าเราเข้าใจสิ่งที่ Getty ต้องการหรือเปล่า จากนั้นเราจะต้องส่งรูปให้ทาง Getty Images ดูอย่างน้อย 40 รูป เพื่อที่ทางทีมงานตรวจสอบดูว่าผลงานของเราเข้ามาตรฐานที่วางไว้หรือไม่ และเป็นรูปในแบบที่มีโอกาสสูงว่าสามารถขายได้

หลังจากผ่านด่านนั้นไปแล้ว รูปเราก็จะปรากฎในเว็บไซต์พร้อมที่จะให้ search และซื้อหาได้ดังรูปประกอบ ทางเราเองจะไม่ทราบว่ามีใครเข้ามาดูหรือซื้อรูปของเราจนกระทั่ง statement ของเดือนนั้นๆจะมาในช่วงกลางเดือนของเดือนถัดไป ซึ่งจะมีสรุปยอดให้เราทราบว่าขายได้เท่าไหร่ และจะแจ้งวันจ่ายเงินซึ่งทาง Getty จะจ่ายให้หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือนถัดไป เช่น ยอดของเดือนตุลาคม 2010 ก็จะจ่ายเงินให้เราวันที่ 25 ธันวาคม 2010 ก็จะมีเงินเข้าบัญชี Paypal ตามวันที่แจ้งนั้นๆ

แต่ถ้าเราต้องการขายผลงานของเราเอง เพราะจะได้ไม่ต้องเสียค่านายหน้า แน่นอนว่า เราจะได้ราคาดีกว่าการไปฝากขายตามที่ต่างๆ อยู่แล้ว แต่การยาก คือ เราทำอย่างไรให้ ผลงานของเราเป็นรู้จัก แล้วให้ลูกค้ามาติดต่อซื้อผลงานของเราโดยตรง 
ดังนั้นเราต้องหาทางวิธีโปรโมทตัวเอง อาจจะทำได้ง่ายๆ โดยผ่านสื่อออนไลน์หลายๆ ทางเท่าที่ทำได้ เราอาจเริ่มด้วยการโพสต์รูปบนเว็บไซต์ อย่าง Flickr (Flickr.com) ซึ่งค่อนข้างโดดเด่นทางด้านรูปถ่าย ทีนี้พอมีรูปบน Flickr แล้ว ก็ต้องหาทางทำให้มีคนมาเจอรูปเรา อย่างแรกเลยแน่นอน คุณภาพ! จากนั่นก็ต้องมีการใส่ keywords หรือที่บน Flickr เรียกว่า tag อย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาเจอรูปเรา

การใส่ Location ของรูปก็สำคัญ เพราะบางคนเวลาค้นหาอาจจะระบุสถานที่ว่าอยากได้รูปจากเมืองไทย จากเชียงใหม่ อะไรก็ว่าไป นอกจากนี้ทำตัวให้แอคทิฟก็ช่วยได้ การเข้าไปพูดคุยในกรุ๊ปต่างๆ หรือคอมเมนท์ในรูปของคนอื่นๆ เป็นวิธีการให้มีคนมารู้จักเรามากขึ้น และมีโอกาสที่จะมีการพูดถึงรูปของเราแบบปากต่อปาก ไปพูดถึงในบล็อคหรือเว็บไซต์อื่นๆอีกด้วย
Ok ได้เวลาแล้วที่เราจะเริ่มต้นขายผลงานชองเราสักที ลุย… !!
บทความโดย: ปภาดา  อมรนุรัตน์กุล (@goople)

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

9 เรื่องเล่าของในหลวง

เรื่องเล่าของในหลวง ใครจะรู้บ้างว่าในพระจริยวัตรของพระองค์ท่าน ที่เสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่เป็นประจำนั้น ก็มีเรื่องราวน่ารัก ๆ ที่พระองค์ทรงประสบด้วยตนเองอยู่มากมาย 

          กว่าครึ่งศตวรรษที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย และหนึ่งในพระราชกรณียกิจก็คือการเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรทุกหมู่เหล่าในแต่ละท้องที่ เพื่อทอดพระเนตรถึงชีวิตความเป็นอยู่ นำมาซึ่งพระราชดำริแก้ไขปัญหาบำบัดทุกข์ภัยให้ชาวบ้าน ดังที่เราเห็นในข่าวว่าทุกครั้งจะมีชาวบ้านจำนวนมากแห่แหนเดินทางมาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน 

          และด้วยพระปฏิภาณและพระอารมณ์ขัน ก็ทำให้ชาวบ้านที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ได้มีความสุขกับหลากหลายเรื่องราวชวนขำที่เกิดขึ้น ซึ่งเว็บไซต์ emaginfo ได้รวบรวม 9 เรื่องของในหลวงมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวขำ ๆ น่ารัก ๆ ที่พระองค์ตรัสให้คนสนิทฟัง ลองอ่านแล้วทุกคนต้องอมยิ้มไปกับพระอารมณ์ขันของพ่อหลวงแห่งปวงชนชาวไทยเป็นแน่


เรื่องที่ 1 เรียกน้าสิ ยาย

           วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของ ท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาทหลวง ทีนี้ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาทแล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง

           แล้วหญิงชราท่านนั้นก็พูดว่า..ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดกับในหลวงว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร

           ทีนี้พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ทรงตรัสว่า "เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก !"

9 เรื่องเล่า จากในหลวง ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

เรื่องที่ 2 แขนแยกได้

           พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้า แล้วแขนเจ็บเข้าเฝือก

           ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเข้า ก็ทรงรับสั่งถามว่า "แขนเจ็บไปโดนอะไรมา"
           ชายคนนั้นตอบว่า "ตกสะพาน" แล้วในหลวงทรงรับสั่งกลับไปอีกว่า "แล้วแขนอีกข้างหนึ่งล่ะ"

           ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า "แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว"

           ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล

9 เรื่องเล่า จากในหลวง ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

เรื่องที่ 3 ดินเค็ม

           พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ทางภาคใต้ คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรด มีความเค็ม

           พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า "ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม" ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า "ไม่เคยชิมสักที" ในหลวงทรงแย้มพระสรวล รับทรงสั่งกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จว่า "ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ"


เรื่องที่ 4 บัตร 30 บาท

           ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก และมีนายกฯ ในขณะนั้นได้ถวายบัตร 30 บาทให้พระองค์ เพื่อใช้สิทธิ์ ซึ่งพสกนิกรรู้สึกเคืองใจที่นายกฯ คนดังกล่าวทำเช่นนั้น 

           แต่ในหลวงตรัสว่า "ไม่เป็นไรหรอก หากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้ หรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้" ท่านพูดเสียงเรียบ ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลย พูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้น ให้นายกฯ คนนั้น ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก

           เคยมีคนถามผมว่า นับถือใครมากที่สุด คิดถึงคนแรกและคนเดียวเลยคือ ในหลวง

           ท่านเหนือกว่ากษัตริย์ใดในโลกหล้า ยิ่งใหญ่กว่าวีรบุรุษคนใดในตำนาน มีคุณธรรมประเสริฐล้ำเทียบพระโพธิสัตว์ ขอถวายความจงรักภักดีจนกว่าชีวีจะหาไม่

9 เรื่องเล่า จากในหลวง ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

เรื่องที่ 5 เราจับได้แล้ว 


           ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เล่าว่า ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ "ก้าวไกลไทยทำ" วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538

           "The BOI Fair 1995 commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s reign" (Board of Investment Fair 1995 BOI)

           หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามศาลาการแสดงต่าง ๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น "พิภพใต้ทะเล" โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด "Magic Vision" น้ำลึก 20,000 league จะมีช่วงให้แลเห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็ก ๆ สีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า

           ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่าถ้าใครจับปลาได้เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไรก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า "เราจับได้แล้ว" พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ "อยู่ในนี้"

           ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้…

9 เรื่องเล่า จากในหลวง ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

เรื่องที่ 6 หมึกไม่ออก 

           ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนงค์รัตน์ สุขุม เล่าให้ฟังว่า… วันที่ 19 กรกฎาคม 2526 เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่นายกสโมสรอาจารย์จะเป็นผู้ดูแลถวายปากกาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ในปีนั้นอาจารย์อนงค์รัตน์ในฐานะอุปนายกสโมสรอาจารย์ได้รับหน้าที่นี้แทน

           ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนิน เราก็ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง อย่างระมัดระวังที่สุด โดยเฉพาะปากกาลองกันหลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่

           พอเสด็จฯ มาถึงท่านก็ทรงลงประปรมาภิไธย ปรากฏว่าทรงจรดปากกาลงไปแล้วแต่ไม่มีหมึกออกมา เราก็ตกใจมากเลย ไม่รู้จะทำยังไงดี นึกในใจว่าเป็นความบกพร่องของเราแน่ ๆ ลองมากไปจนหมึกหมด

           อาจารย์ก็เลยถวายกระดาษทิชชูเปล่า ๆ ที่อยู่ในมือให้ท่าน เพื่อจะให้ท่านทรงเช็ดปากกา แต่ท่านทรงเมตตามากเลย สีพระพักตร์ที่ท่านมองดิฉันเหมือนกับจะตรัสว่า "ไม่ต้องตกใจ" แล้วก็ทรงนำปากกามาลองที่มือดิฉันที่มีกระดาษทิชชู ปรากฏว่าหมึกออก จากนั้นก็ทรงหันไปลงพระปรมาภิไธยในสมุด พอท่านเสด็จพระราชดำเนินไปแล้ว ทุกคนก็รีบเข้ามาดูกระดาษที่ทรงลองปากกาแผ่นนั้นกันใหญ่ บางคนก็ขอจะเอาไปเป็นมงคล

9 เรื่องเล่า จากในหลวง ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

เรื่องที่ 7 ทุกข์ยามดึก


           เรื่องนี้เล่าโดย พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยสำนักงานโครงการพระดาบส อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข

           ท่านเล่าว่า…..การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ จึงทรงทราบความลำบาก ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว

           ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอกดคีย์ ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่ง ออกอากาศมา เพื่อเป็นการแก้เหงาก็มี

           แต่ที่จัดได้ว่าโชคดี คือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ "ปทุมวัน" กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถ หาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร

           เมื่อในหลวงทรงรับฟัง ก็ทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า "โปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรอง สำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้"


9 เรื่องเล่า จากในหลวง ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

เรื่องที่ 8 ลอดซุ้ม

           ราวปี 2498 เป็นต้นมา คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงมาถึงแล้ว

           วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตบแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์

           เมื่อในหลวงทรงขับรถยนต์ไปถึงซุ้ม ราษฎรที่ไม่รู้ว่าเป็นในหลวง ก็บอกว่า วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ ในหลวงเสด็จฯ ก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้
           แล้วในหลวงก็ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทางไม่ลอดซุ้มดังกล่าว วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงมีพระดำรัส ทักทายกับชายผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า "วันนี้ฉันเป็นในหลวง..คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ.."


เรื่องที่ 9 ชื่อเหมือนกัน

           เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน เพราะเรียนมา ตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่าง ๆ นานัปการ

           ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้นจนบางคนถึงกับไม่อาจ ระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูล จึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาอย่างดีก็ตาม

           ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า "ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ"

           เมื่อกราบบังคมทูลไปเช่นนั้น ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า"เออ ดี เราชื่อเดียวกัน…" สร้างความขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย

           ในเรื่องเล่าอันน่ารักทั้ง 9 เรื่องนี้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชน เป็นล้นพ้น แม้น ณ เวลา พระองค์ทรงมีพระอาการประชวร แต่พระองค์ก็ยังทรงเป็นห่วงพสกนิกรชาวไทยอยู่ไม่ห่าง ปวงข้าชาวไทยขอพระองค์ทรงพระเจริญ..

           ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าในนาม Emaginfo


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

http://www.108kaset.com/goat/index.php/topic,219.0.html

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีปลูก "สะตอ" ให้ได้ผลผลิตดี


สะตอ 
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Parkia speciosa Hassk. เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) 
ชื่ออื่น กอตอ, ลูกตอ
  มีกิ่งก้านที่มีขนละเอียดใบประกอบแบบขนนกสองชั้น จะออกช่อที่ปลายของกิ่งตามตำราแพทย์แผนไทย จะใช้เมล็ด ขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะพิการ ไตพิการ ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซียใช้เมล็ดสดรับประทาน แก้อาการผิดปกติของไต

    สะตอ มีเมล็ดที่มีกลิ่นเหม็นเขียวรุนแรง แต่นิยมนำมารับประทานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารไทยปักษ์ใต้ หลังจากรับประทานสะตอเข้าไปจะมีกลิ่น สามารถดับกลิ่นสะตอ ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามสักสองสามลูก

   ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จัดให้สะตอเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Leguminosae ซึ่งเป็นไม้จำพวกที่มีฝัก เช่นเดียวกับกระถิน ทองหลาง ถั่ว แต่ในหนังสือบางเล่มก็จัดสะตออยู่ในวงศ์ Mimosaceae คือ เป็นไม้ตระกูลเดียวกับไมยราบ จามจุรี 

   สะตอเป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงเฉลี่ยได้ถึง ๓๐ เมตร ต้นสูงขึ้นไปแล้วแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแผ่กว้าง ลำต้นเรียบ ลอกเป็นสะเก็ดเล็กน้อย สีน้ำตาลอ่อน กิ่งก้านมีขนละเอียด ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบแขนงมีประมาณ ๑๔-๑๘ คู่ ช่อใบย่อยมีประมาณ ๓๑-๓๘ คู่ ปลายใบบนฐานใบด้านนอกเบี้ยวเป็นติ่ง ดอกออกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุก อัดกันแน่นเป็นก้อนคล้ายดอกกระถิน ช่อดอกจะห้อยระย้าอยู่ทั่วทรงพุ่ม แต่ละดอกมีก้านดอกและใบประดับรอง ประกอบด้วยช่อดอกตัวผู้ และช่อดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกสีขาวนวล ดอกจะออกช่วงเดือนเมษายน หลังจากนั้น ๗๐ วัน จะสามารถเก็บฝักได้ ผลของสะตอเป็นฝักแบนกว้าง ๓-๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓๕-๔๕ เซนติเมตร ฝักบิดเป็นเกลียวห่าง ฝักอ่อนมีสีเขียว พอแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ เมล็ดสะตอมีลักษณะเป็นรูปรีเกือบกลมเรียงตามขวางกับฝัก มีสีเขียวอ่อน



สะตอปลูกง่าย เหมือนไม้ยืนต้นชนิดอื่น ๆ แต่เกษตรกรนิยมปลูกเป็นพืชแซมหรือไม้บังร่ม เพราะโตเร็วให้ร่มเงาดี

   ระยะปลูก ควรใช้ระยะ 12 x 12 เมตร ใน 1 ไร่ จะปลูกได้ 11 ต้น 
  ในขณะต้นสะตอเล็กสามารถปลูกพืชแซมได้ หลุมปลูก ใช้ขนาด 1 x 1 x 1 เมตร ใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุม ๆ ละ 1 กระป๋องนม พร้อมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 บุ้งกี๋คลุกเคล้ากันแล้วกลบหลุมให้เต็ม

    ฤดูปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน คือในราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน การปลูก หลังจากเตรียมหลุมปลูกแล้วให้ใช้จอบขุดดินในหลุมให้มีขนาดพอดีเท่ากับถุงที่ใช้เพาะต้นกล้า กรีดด้านข้างถุงเพาะแล้ววางลงไปในหลุมปลูกใช้ไม้ปักแนบลำต้นผูกเชือกยึดกันลมโยก รดน้ำให้ชุ่มชื้น ทำร่มเงาให้โดยอาจใช้ทางมะพร้าวมามุงหลังคาบังแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี (ทั้งต้นปลูกจากต้นเพาะเมล็ดและไว้สำหรับทำต้นตอ)

     การให้น้ำ รดน้ำให้ชุ่มชื้นเสมอ สะตอที่ปลูกใหม่ในปีแรก ควรให้น้ำวันเว้นวันในช่วงหน้าแล้ง เมื่ออายุ 2-3 ปี ควรให้น้ำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในช่วงหน้าแล้งควรหาเศษพืชคลุมโคนเพื่อรักษาความชื้นสำหรับต้นสะตอที่ให้ผลแล้วระยะที่ต้องการน้ำมาก คือช่วงระยะออกดอกถึงติดฝักจนเก็บเกี่ยวได้ ในช่วงฤดูฝน ควรเตรียมร่องระบายน้ำด้วย

     การพรวนดิน ควรทำตั้งแต่เริ่มปลูกเป็นต้นไป ปีละประมาณ 3 ครั้ง เพื่อช่วยกำจัดวัชพืชและถ่ายเทอากาศในดิน หลังจากให้ผลแล้วควรทำการพรวนดินในช่วงก่อนออกดอกและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

     การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ควรใส่ตั้งแต่เริ่มปลูก อัตรา 1-2 ปี๊บต่อต้นเมื่อให้ผลแล้วควรใส่อัตรา 3-4 ปี๊บต่อต้น โดยใส่หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะทำให้สะตอให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี

ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ควรใช้สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ใส่ก่อนออกฝักและสำหรับต้นที่ให้ฝักแล้วใช้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกใส่ก่อนออกดอกและครั้งที่สองใส่หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต จากนั้นให้ทำการตัดแต่งกิ่งด้วย ควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วยอัตราการใส่ ควรเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 0.5 กิโลกรัม


 การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์ ที่นิยมในปัจจุบัน คือ

1.) เพาะเมล็ด

  การขยายพันธุ์วิธีนี้โดยเลือกฝักจากต้นพันธุ์ที่แก่เต็มที่แล้วแต่ไม่ต้องถึงกับสุกงอมแกะเมล็ด ออกแล้วลอกเยื่อหุ้มเมล็ดออกให้เหลือเนื้อเมล็ดที่มีสีเขียว แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน นำขึ้นจากน้ำแล้วนำไปเพาะ ก่อนเพาะควรคลุกสารป้องกันมดกัดกิน เช่นเซฟวิน 85 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะต่อ 100 เมล็ด ควรทำการเพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

   การเพาะ ใช้ถุงพลาสติก ขนาด 4 x 8 นิ้ว เจาะก้นถุง 2-3 รูเพื่อระบายน้ำ ใส่ดินผสมปุ๋ยคอกอัตรา 2 ต่อ 1 ลงไปประมาณค่อนถุงนำไปตั้งในเรือนเพาะชำ แล้วนำเมล็ดที่เตรียมไว้มาปลูกตรงกลางถุงโดยให้ทางด้านหัวกดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร เวลางอกลำต้นจะตั้งตรงรดน้ำให้ชุ่มชื้นทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกใส่ปุ๋ยเกล็ดหรือปุ๋ยน้ำบ้าง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตจนอายุ 1 ปี จะมีใบออกประมาณ 3-4 ใบ สามารถนำไปปลูกได้ ข้อดีวิธีนี้คือ ปลูกได้รวดเร็วเป็นจำนวนมากข้อเสียมักกลายพันธุ์ อายุการตกผล 4-7 ปี แล้วแต่ชนิดของพันธุ์

2.) การติดตาแบบเพลท

   การติดตาเป็นการทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิมและให้ผลผลิตเร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ประมาณ 2-3 ปี ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงฤดูฝน ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เพราะเปลือกของต้นตอและตาของกิ่งพันธุ์ดี จะสามารถลอกเปลือกออกได้ง่าย

 อุปกรณ์ในการติดตา

มีดติดตา ผ้าพลาสติกใสสีขาวสำหรับพันแผล กรรไกรตัดแต่งกิ่ง การเตรียมต้นตอเพื่อใช้ในการติดตา

ใช้ต้นตอสะตอหรือเหรี่ยงที่เพาะปลูกในถุงพลาสติกแล้วย้ายปลูกลงในแปลง เมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขนาดของต้นตอมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร

 การเลือกกิ่งพันธุ์ดี

เลือกจากต้นที่ให้ผลผลิตสูง ออกดอกติดผลเร็ว ลำต้นแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง เลือกตาบริเวณกิ่งที่ออกฝักแล้วนำไปตัดเป็นท่อน ๆ และควรเป็นตาที่ยังตูมอยู่ ซึ่งตายยังไม่โผล่ออกมา

 วิธีติดตา

  กรีดต้นตอลึกถึงเนื้อไม้ 2 รอย กว้าง 0.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 -3.5 เซนติเมตร ลึก 0.5-1 เซนติเมตร ให้สูงจากพื้นดินที่โคนต้นตอประมาณ 4.5-5 เซนติเมตร ตัดขวางรอยกรีดด้านบน แล้วเปิดเปลือกลง จากนั้นตัดเปลือกส่วนที่เปิดทิ้งให้เหลือประมาณ 0.5 เซนติเมตร กรีดแผ่นตาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร แล้วใช้ปลายมีดค่อย ๆ แซะให้แผ่นเปลือกลอกออกจากเนื้อไม้ซึ่งมีตาอยู่ตรงกลาง สอดแผ่นตาลงใต้เปลือกต้นตอที่เปิดไว้โดยให้ตาพันธุ์ดีตั้งตรงตามปกติให้ขอบชิดด้านใดด้านหนึ่ง พันด้วยผ้าพลาสติกใสสีขาวจากด้านล่างขึ้นบน โดยให้ผ้าพลาสติกซ้อนกันประมาณ 1 ใน 4 ของแผ่นและพันปิดรอยแผลและแผ่นตาทั้งหมด แล้วผูกมัดผ้าพลาสติกให้แน่นเหนือตา

การดูแลรักษาหลังติดตา

หลังติดตาแล้วประมาณ 5-7 วัน ให้สังเกตดู ถ้าการติดตาไม่ได้ผลแผ่นตาจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าการติดตาได้ผลดีแผ่นตาจะเป็นสีเขียว ประมาณ 15-20 วันหลังจากติดตาให้ควั่นต้นตอเพื่อเตือนโดยให้สูงจากตาประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดให้ตัดต้นตอส่วนบนออกทิ้งพร้อมกับเอามีดกรีดพลาสติกให้ขาด ทางด้านตรงกันข้ามกับตา ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 วัน ยอดใหม่ก็จะเจริญออกมาทางตาข้างที่ติดไว้ ข้อดีของต้นติดตา คือ ต้นเตี้ยเก็บฝักง่าย ดูแลรักษาง่าย ลักษณะตรงตามพันธุ์เดิม อายุการออกดอกติดฝัก 3-4 ปี



 การเก็บเกี่ยวฝักสะตอ

สะตอจะเริ่มออกดอก ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป และจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ใช้ระยะเวลา 68-70 วัน ทั้งพันธุ์สะตอข้าวและสะตอดาน เริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกอายุ 4-7 ปีในต้นหนึ่ง ๆ จะให้ผลผลิตได้ประมาณ 200-300 ฝัก และจะให้ฝักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีตามอายุ

ลักษณะฝักที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวได้ มีดังนี้

สีฝักจะมีลักษณะเป็นมันแววสีเขียวเข้ม เปลือกบริเวณหุ้มเมล็ดจะนูนเห็นเส้นเยื่อใยเด่นชัด รูปทรงสะดุดตา เปลือกหุ้มเมล็ดเมื่อแกะออกดูด้านในที่บริเวณขั้วของเปลือกจะเห็นเป็นสีส้มเข้มเล็กน้อย แสดงว่าใช้ได้แล้ว ชิมเมล็ดดูจะพบว่า เมล็ดพันธุ์สะตอข้าว จะมีรสชาติมันและค่อนข้างหวาน เนื้อเมล็ดค่อนข้างแน่น พันธุ์สะตอดานจะมีรสชาติค่อนข้างฉุน เนื้อเมล็ดแน่น การเก็บเกี่ยวฝักสะตอ มีอยู่ 2 วิธี

ใช้ไม้สอย โดยใช้ไม้ไผ่ลวกยาวประมาณ 5-10 เมตร โดยทำเว้าที่ปลายไม้ำไผ่ ในกรณีต้นที่สูงจะขึ้นบนต้นแล้วใช้ส่วนที่เว้าบิดขั้วฝักสะตอแล้วดึงเข้าหาตัว แล้วปล่อยฝักสะตอให้รูดลงตามเชือกซึ่งผูกโยงระหว่างกิ่งกับหลักไม้ที่พื้นดินลงสู่ด้านล่าง โดยจะมีคนคอยรับอยู่ด้านล่างวิธีนี้ทำให้ฝักสะตอช้ำน้อยที่สุด 

ใช้ลิงเก็บ ใช้ในเขตจังหวัดสุราษฎ์ธานี และจังหวัดชุมพร วิธีนี้จะต้องพิจารณาลักษณะฝักที่แก่พอเหมาะที่จะเก็บก่อนทั้งต้น เพราะลิงจะเก็บทุกช่อ ต้องใช้ผ้าขาวม้าขึงด้านล่างเพื่อรองรับด้วย ถ้าไม่รับจะทำให้ฝักเสียหาย ค่าจ้างการเก็บเกี่ยว เกษตรกรที่รับจ้างเก็บจะคิดราคา 100 ฝักละ 15-20 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณของฝักสะตอมีมากน้อยขนาดไหน  ในช่วงเก็บนั้น ๆ ต้นหนึ่ง ๆ สามารถเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ครั้งจึงหมด

การรวบรวมฝักสะตอก่อนส่งขาย นิยมใช้วิธีการมัดสะตอรวมเป็นมัด ๆ แต่ละมัดจะมีฝักสะตอ 100 ฝัก โดยจะส่งให้พ่อค้าคนกลางซึ่งจะรับซื้อถึงสวน หรืออาจส่งไปขายที่ตลาดโดยตรง


อายุการวางตลาด

ฝักสะตอสามารถวางตลาดขายได้ประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นผิวเปลือกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ และบริเวณเนื้อฝักที่หุ้มเมล็ดจะเริ่มสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและดำในที่สุด ทำให้ราคาตก การเก็บมาทั้งช่อ และมีใบติดด้วยจะทำให้อายุการวางตลาดยาวนานไปได้อีก 2-3 วัน ตลาด ที่สำคัญ ๆ มีดังนี้

 ในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ (สงขลา) สุไหงโกลก (นราธิวาส) นิยมขายในรูปฝักสด
 ต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และสหพันธ์รัฐประชาธิปไตยเยอรมนี ผลผลิตจะนิยมส่งไปขายในรูปเมล็ดบรรจุลังและบรรจุกระป๋อง


โรคของสะตอ

ยังไม่มีงานวิจัยด้านโรคอย่างจริงจัง เท่าที่พบคือ อาการกิ่งแห้ง หรือเกษตรกรเรียกว่า กิ่งปลดทิ้ง สาเหตุ อาจเนื่องมาจาก ความชื้น และความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่เพียงพอ

วิธีป้องกันกำจัดและดูแลรักษา ควรให้น้ำในช่วงหน้าแล้ง และหาเศษวัชพืชคลุมโคนรักษาความชื้น ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งในช่วงฤดูฝน ตัดกิ่งที่แห้ง เผาทำลายเสีย


สัตว์ศัตรูในสวนสะตอ

สัตว์ศัตรูในสวนสะตอ เท่าที่พบมีดังนี้

กระรอกและกระแต

ลักษณะการทำลาย จะกัดกินเปลือกฝักสะตอที่มีลักษณะสุก ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือแก่เต็มที่เฉพาะเปลือกเหลือแต่เมล็ด เพราะมีรสหวาน วิธีป้องกันกำจัด เก็บฝักสะตอที่มีอายุแก่พอดี กรณีเอาฝักไว้ทำพันธุ์จะต้องคอยสังเกตดูตลอด ใช้กรงดัก ใช้หนังสติ๊กยิงถ้าพบ


 การเจริญเติบโตของฝักสะตอ

ชาวสวนสะตอทั่วไปจะเรียกชื่อการเจริญเติบโตของฝักสะตอแต่ละช่วงดังนี้ จากหางช้าง หมายถึงส่วนที่หย่อนออกมาจากบริเวณง่ามใบ เข้าตอบาน หมายถึงช่วงเป็นปุ่มสีเหลือง ขาเขียด หมายถึงช่วงหลังผสมเกสรแล้ว ดาน หมายถึงส่วนที่ยังเป็นลักษณะฝักอ่อน โมน หมายถึงฝักเมล็ดหรือ 1 ช่อ ใช้เวลาประมาณ 68-70 วัน


พันธุ์และการขยายพันธุ์

มี 2 พันธุ์ โดยแบ่งตามลักษณะของฝักและรสชาติได้ดังนี้

 สะตอข้าว ฝักมีลักษณะบิดเป็นเกลียว ยาว 31 เซนติเมตร กว้าง 3.5 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดเล็กค่อนข้างชิด ฝักหนึ่ง ๆ มี 10-20 เมล็ด ในแต่ละช่อ มี 8-20 ฝัก รสชาติมัน ไม่มีกลิ่นฉุนเนื้อเมล็ดไม่ค่อยแน่น สีของฝักเป็นสีเขียวอ่อน ขอบฝักชิดกับเมล็ดเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่ว ไป อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 3-4 ปี 

 สะตอดาน ฝักมีลักษณะแบนตรง ยาว 32.5 เซนติเมตร กว้าง 3.9 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดใหญ่ ฝักหนึ่ง ๆ มี 10-12 เมล็ด แต่ละช่อมี 8-15 ฝัก รสชาติมัน มีกลิ่นฉุนจัด เนื้อเมล็ดแน่น ช่องว่างระหว่างเมล็ดห่างกัน ฝักมีสีเขียวแก่ขอบฝักจะห่างจากเมล็ดและมีขนาดหนา ผู้บริโภคชาวภาค ใต้นิยมรับประมาณ อายุการเก็บเกี่ยว 6-7 ปี การคัดเลือกพันธุ์ มีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ

1.) ตรงตามพันธุ์ 
2.) ออกฝักทุกปี ผลผลิตมากในหนึ่งต้นและออกฝักก่อนต้นอื่น 
3.) ในช่อหนึ่ง ๆ ควรมีฝักตั้งแต่ 10-15 ฝัก ที่สมบูรณ์ มีเมล็ด 15-20 เมล็ดต่อฝัก เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอและเรียงเป็นแถวสวยงาม 
4.) รสชาติดีเป็นที่นิยมของตลาด
5.) ต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากแมลงรบกวน


  การขนส่งฝักสะตอ

โดยรถบบรทุกกระบะ สามารถบรรทุกได้ประมาณ 17,000 ฝักต่อครั้ง โดยใช้ใบตองรองพื้นและด้านข้างของรถ ก่อนนำฝักสะตอวางลงไป โดยใส่กระสอบ ที่สามารถบรรจุได้ 300 ฝักต่อถุง ปิดปากถุงให้มิด ก่อนส่งไปต่างจังหวัดต่อไป โดยใส่เข่ง ซึ่งมีหลายขนาดสามารถบรรจุได้ 400-600 ฝักต่อเข่ง ก่อนบรรจุฝักสะตอลงเข่ง ควรมีกระดาษหนังสือพิมพ์หรือใบตองรองก้นก่อนป้องกันการช้ำ สำหรับสะตอแกะเมล็ดขาย แม่ค้าจะแยกขนาดของเมล็ด 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง และเล็กสุด ราคาขายกิโลกรัมละ 35-80 บาทแล้วแต่ขนาด ในการขายแม่ค้านิยมใช้พันธุ์สะตอดานเพราะมีเมล็ดขนาดใหญ่และรูปทรงน่าซื้อ

 การเก็บเมล็ดที่แกะไว้ขาย ถ้าพรมน้ำจะเก็บได้ 3-4 วัน ถ้าไม่พรมน้ำจะเก็บได้ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มงอกและเหม็นเน่าในที่สุด ในการแกะเมล็ดขายแม่ค้านิยมลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออกด้วย

การรับจ้างแกะเมล็ด ผู้รับจ้างในการแกะเมล็ด จะคิดราคา 1 มัด (100 ฝัก) เป็นเงิน 13-15 บาท วันหนึ่ง ๆ จะแกะได้ประมาณ 4-5 มัด


 การตัดแต่งกิ่ง มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ตัดยอด เมื่อต้นสูง 2-3 เมตร หลังจากปลูกใหม่ ๆ เพื่อให้ได้ทรงพุ่มเตี้ย เก็บเกี่ยวง่าย ตัดแต่ง กิ่งกระโดง กิ่งแห้ง กิ่งตาย กิ่งเป็นโรค กิ่งเบียดชิด กิ่งไม่ถูกแสงภายในทรงพุ่ม เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งไม่ทึบแน่นเกินไป


 แมลงที่พบในสวนสะตอ

 ด้วงปีกแข็งเจาะลำต้น ลักษณะการทำลาย เจาะกินภายในลำต้น และกัดกินเปลือกอ่อนระหว่างเนื้อไม้กับเปลือกแข็ง ที่เปลือกของลำต้นจะมีลักษณะเป็นน้ำฟูเยิ้มออกมา วิธป้องกันกำจัด ใช้สำลีชุบสารฆ่าแมลงพวกกเมธิล พาราไธออนและมาลาไธออน อัดเข้าไปในรู แล้วใช้ดินเหนียวอุด

 แมลงกัดกินใบ ลักษณะการทำลาย จะเข้าทำลายในขณะต้นสะตอแตกใบอ่อน โดยจะกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้การเจริญเติบโตช้าลง

การป้องกันกำจัด ตัดและเก็บรวบรวมกิ่งที่ถูกแมลงกัดกินใบจนโกร่นออกไปทำลาย เพราะอาจมีไข่แมลงติดอยู่ด้วยในช่วงที่สะตอแตกใบอ่อน ควรพ่นสาร คาร์บาริล ชนิดผง อัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วบริเวณต้นที่มียอดอ่อน

 แมลงสิง ลักษณะการทำลาย ตัวแก่ของแมลงสิงจะใช้ปากซึ่งเป็นงวงยาวแทงและดูดน้ำเลี้ยงจากฝักอ่อนของสะตอ ทำให้ฝักไม่มีเมล็ด ดูภายนอกจะเป็นสีน้ำตาลหรือดำ จะพบระบาดในช่วงเดือนกรกฎาคม ทำให้ฝักสะตอเสียหาย

การป้องกันกำจัด ใช้สวิงจับตัวแก่ ตามฝักสะตออ่อนทำลายทิ้งเสีย ในขณะที่ต้นยังไม่สูงมาก ตัวแก่ชอบกินเนื้อเน่า ควรนำเนื้อเน่าใส่ถุงแขวนไว้ในสวนสะตอแล้วจับตัวแก่มาทำลายเสีย พ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ในระยะที่สะตอยังเป็นฝักอ่อน โดยใช้โมโนโครโตฟอส อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในเวลาเช้าตรู่หรือตอนเย็นเพราะตัวแก่มักบินมาทำลายในระยะอากาศค่อนข้างเย็น

 ปลวก ลักษณะการทำลาย จะสร้างรังบริเวณโคนต้นในขณะที่ยังเล็กอยู่แล้วเข้าไปกัดกินรากอ่อนของสะตอ ทำให้การเจริญเติบโตช้าลง การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เฮปตาคลอร์ ผสมน้ำตามอัตราแนะนำข้างฉลาก ราดบริเวณจอมปลวก โดยทำให้เป็นรูที่รังปลวกก่อนแล้วจึงราดสารเคมี





ประโยชน์ของสะตอ

เป็นรายได้ของเกษตรกร ช่วยยึดดินมิให้พังทลาย และทำให้ดินชุ่มชื้นเสมอ ใบเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ลำต้นใช้ทำเครื่องตกแต่งบ้าน เชื่อว่ารับประทานแล้วป้องกันโรคเบาหวานได้ และมีผู้สังเกตพบว่ามีฤทธิ์เป็นยาระบาย ใช้ประกอบอาหาร เช่น ผัด ต้ม แกง หรือรับประทานดิบ


 เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมการเกษตร. 2522. การปลูกสะตอ คำแนะนำที่ 88. 9 หน้า. จิตร ลิ่มพลาดิสัย. 2514. สะตอเป็นพืชที่ควรสนใจ. กสิกร. 44 (4) 295-303. เทอด สุวรรณคีรี. 2527. สะตอ. กสิกร. 57(2): 117-122. ทวีศักดิ์ นวลพลับ. 2530. สะตอพืชยืนต้นแซมสวน. ฐานเกษตรกรรม. 51 (4):43-45 และ 97-98. ฝ่ายข้อมูลวารสารเคหการเกษตร. :-------: สะตอไม้ผลเศรษฐกิจ. ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญรัฐการพิมพ์. กรุงเทพฯ หน้า 1-8. พูลสุข โพธิรักขิต. 2529. โปรตีนในสะตอ วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ชีวเคมี) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน้า 1-75. มนูญ ศิริพงษ์. 2531. สะตอ. สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม. 63 หน้า. วิจิตร วังใน. 2526. ชนิดและพันธุ์ไม้ผลเมืองไทย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 50-51. Nielsen, I.C. 1985. Leguminosae-Mimosoideae In Flora of THAILAND 4 (2):131-222 Editor Tem Smitinand and KAI Larsen Dandida at The TISTR PRESS, BANGKOK.